มาปลูกผักกันเถอะ (ตอนที่ 1) Let's grow vegetables
โลกทุกวันนี้หมุนไปตามกระแสต่างๆ ทั้งดีบ้าง
ไม่ดีบ้าง เป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์ เราจะเห็นได้ว่าคนทุกวันนี้เร่งรีบกันมาก
แม้กระทั่งเรื่องของการบริโภคอาหาร คนทุกวันนี้นิยมบริโภคอาหารประเภทฟาสฟู้ดบ้าง
อาหารญี่ปุ่นบ้าง อาหารเกาหลีบ้าง
ซึ่งเป็นกระแสนิยมใหม่ๆที่เด็กรุ่นใหม่ๆนิยมกินกัน
แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณประโยชน์ของการบริโภคสิ่งเหล่านั้นเลยว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากน้อยแค่ไหน
ทำให้ปัจจุบันมีผู้คนล้มป่วยด้วยโรคต่างๆมากมายส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัจจัยในการบริโภคอาหารนั่นเอง
วันนี้เราลองเปลี่ยนทัศนคติจากการบริโภคอาหารฟาสฟู้ด แล้วหันมาบริโภคผัก ผลไม้
เพื่อสุขภาพกันดีกว่า
จะกล่าวถึงผัก ผลไม้
ซึ่งก็มีขายอยู่มากมายตามท้องตลาดยิ่งเฉพาะในเมืองไทยแล้วเรามีผัก
ผลไม้ให้เลือกรับประทานมากมายหลากหลาย แต่นั่นเราจะรู้ได้ยังไงว่าผัก
ผลไม้เหล่านั้นที่เราซื้อมาบริโภคปลอดภัย ไร้สารพิษ หรือสิ่งตกค้าง
สิ่งเหล่านี้เราหลีกเลี่ยงแทบจะไม่ได้เลย
ยิ่งสิ่งใดมีผู้บริโภคมากได้รับความนิยมมากสิ่งนั้นก็จะยิ่งถูกกระตุ้นให้เพิ่มผลผลิตมากตามความต้องการของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน
ซึ่งนั่นหมายถึงว่าผู้ผลิตไม่สนหรอกว่าจะมีสารเคมีหรือสิ่งตกค้างอะไรบ้างเพียงเพื่อให้เค้าขายได้มากๆและได้เงินเยอะก็พอ
ดังนั้น
วันนี้เรามาปลูกผักกินเองในครัวเรือนกันดีกว่า หลายๆคนคงจะบอกว่ายาก กว่าจะได้ทานใช้เวลานาน
ต้องดูแล แต่หากเราได้มาเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือนแล้วหละก็คุณจะสนุกกับการปลูกผัก
และยังเป็นกิจกรรมในครอบครัวได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วย
งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ
สิ่งแรกที่เราจะต้องคำนึงถึงคือ พื้นที่ในการเพาะปลูก
บางคนที่มีบ้านอยู่ชานเมืองหรือชนบทก็คงไม่มีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ แต่สำหรับคนที่อยู่ในเมือง
คอนโด ซึ่งมีพื้นที่จำกัดหละจะทำยังไง
ดังนั้นคนที่ไม่มีพื้นที่ปลูกผักเราก็ทำแปลงปลูกเองก็ได้ค่ะ
เราอาจจะปลูกในกระถางต้นไม้ ดาดฟ้าที่บ้าน ทำเป็นบ่อเล็กๆ
หรือภาชนะอื่นๆที่ใช้แทนกระถางปลูกได้ หากอยากจะประหยัดเงินหน่อย
จากพื้นที่การเพาะปลูกแล้วเราต้องมาดูทิศทางของแสงด้วย
เพราะผักต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต
พื้นที่ที่จะปลูกผักหรือแปลงผักควรจะวางอยู่ในแนวทิศเหนือใต้
เพื่อให้แปลงผักของเราได้รับแสงแดดตลอดวัน
หากสถานที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างน้อยก็ควรจะได้รับแสงแดดครึ่งวัน
หากใครปลูกผักบนดาดฟ้าบ้านอาจจะได้รับแสงแดดทั้งวันรุนแรง
ถ้าจะให้ดีควรจะมีตาข่ายพรางแสงบ้างเพื่อลดความร้อนของแสงแดดไม่ให้ร้อนจนเกินไป
สำหรับใครที่ปลูกในภาชนะเราก็สามารถขยับภาชนะไปยังที่ที่มีแสงแดดเพียงพอต่อการเจริญเติบโตได้ตามความต้องการ
เมื่อเรามีปัจจัยพื้นที่ในการเพาะปลูก ทิศทางของแสง
แล้วจากนั้นเราก็มาดูขนาดและจำนวนแปลงที่เราจะปลูกกัน
บางคนต้องการปลูกผักแบบลงดินสำหรับครัวเรือนก็ควรมีแปลงผักกว้างไม่เกิน 1 เมตร ยาว
ตามพื้นที่ของแต่ละคน หรือขนาดมาตรฐานคือ ยาว 4 เมตร และควรยกแปลงให้สูงจากพื้น
30-50 เซนติเมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ำและอากาศ สำหรับ 1 ครอบครัว
ก็ควรจะมีแปลงผักซัก 3 แปลง มี 2 แปลง สำหรับผักกินใบ หรือกินหัว และอีก 1
แปลงอาจจะเป็นผักกินผลหรือที่ต้องเลื้อยขึ้นค้าง
ก่อนที่เราจะทำการปลูกผัก
เราต้องมารู้จักเมล็ดพันธุ์ผักกันก่อนนะคะ เมล็ดพันธุ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
เมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน กับ เมล็ดพันธุ์ผักทางการค้า ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน
เป็นพันธุ์ที่มีการใช้งานและเก็บรักษากันมานานเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดีที่สุดในท้องถิ่นนั้นๆ
แต่ปัจจุบันเราจะพบเมล็ดพันทางการค้ามากกว่าเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน
เพราะการเกษตรในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปในทางการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายมากขึ้น
ซึ่งเมล็ดพันทางการค้าก็ยังแบ่งได้เป็นอีก 2 ชนิด คือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด
หรือที่ข้างซองเขียนตัวย่อว่า OP ย่อมาจาก Open-Pollinated เป็นพันธุ์ที่เก็บเมล็ดมาใช้ปลูกต่อได้ในฤดูกาลถัดไปโดยจะให้ผลผลิตเหมือนเดิม
และเมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือที่มีรหัสว่า F1 หมายถึง ลูกผสมรุ่นที่ 1
เป็นพันธุ์ที่พัฒนาให้เหมาะสมทางการค้า
แต่สายพันธุ์ยังไม่นิ่งจึงไม่สามารถเก็บเมล็ดมาใช้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้เพราะจะได้ผลผลิตไม่ตรงลักษณะตามที่ต้องการ
วิธีการเลือกซื้อ หรือใช้เมล็ดพันธุ์
1.เราควรตรวจดูวันผลิต/วันหมดอายุ
2.เปอร์เซ็นความงอกสูงกว่า 70% ขึ้นไป
3.ไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตากแดดทั้งวัน
4.เมื่อเปิดซองแล้วควรใช้ให้หมดหากใช้ไม่หมดควรปิดซองให้สนิทใส่ตู้เย็นไว้เพื่อรักษาคุณภาพไว้
เราแนะนำเมล็ดพันธุ์ยี่ห้อนี้นะคะถ้าหากเลือกได้
ทางเราไม่ได้มีส่วนได้เสียกับผลิตภัณฑ์นะคะเพียงแต่เห็นว่าเรานำมาปลูกแล้วเปอร์เซนการงอกดี
และได้ผลผลิตดีค่ะ