วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มาปลูกผักกันเถอะ (ตอนที่ 1) Let's grow vegetables

โลกทุกวันนี้หมุนไปตามกระแสต่างๆ ทั้งดีบ้าง ไม่ดีบ้าง เป็นยุคแห่งโลกาภิวัตน์ เราจะเห็นได้ว่าคนทุกวันนี้เร่งรีบกันมาก แม้กระทั่งเรื่องของการบริโภคอาหาร คนทุกวันนี้นิยมบริโภคอาหารประเภทฟาสฟู้ดบ้าง อาหารญี่ปุ่นบ้าง อาหารเกาหลีบ้าง ซึ่งเป็นกระแสนิยมใหม่ๆที่เด็กรุ่นใหม่ๆนิยมกินกัน แต่ไม่ได้คำนึงถึงคุณประโยชน์ของการบริโภคสิ่งเหล่านั้นเลยว่ามีคุณค่าทางโภชนาการมากน้อยแค่ไหน ทำให้ปัจจุบันมีผู้คนล้มป่วยด้วยโรคต่างๆมากมายส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัจจัยในการบริโภคอาหารนั่นเอง วันนี้เราลองเปลี่ยนทัศนคติจากการบริโภคอาหารฟาสฟู้ด แล้วหันมาบริโภคผัก ผลไม้ เพื่อสุขภาพกันดีกว่า
จะกล่าวถึงผัก ผลไม้ ซึ่งก็มีขายอยู่มากมายตามท้องตลาดยิ่งเฉพาะในเมืองไทยแล้วเรามีผัก ผลไม้ให้เลือกรับประทานมากมายหลากหลาย แต่นั่นเราจะรู้ได้ยังไงว่าผัก ผลไม้เหล่านั้นที่เราซื้อมาบริโภคปลอดภัย ไร้สารพิษ หรือสิ่งตกค้าง สิ่งเหล่านี้เราหลีกเลี่ยงแทบจะไม่ได้เลย ยิ่งสิ่งใดมีผู้บริโภคมากได้รับความนิยมมากสิ่งนั้นก็จะยิ่งถูกกระตุ้นให้เพิ่มผลผลิตมากตามความต้องการของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นหมายถึงว่าผู้ผลิตไม่สนหรอกว่าจะมีสารเคมีหรือสิ่งตกค้างอะไรบ้างเพียงเพื่อให้เค้าขายได้มากๆและได้เงินเยอะก็พอ
ดังนั้น วันนี้เรามาปลูกผักกินเองในครัวเรือนกันดีกว่า หลายๆคนคงจะบอกว่ายาก กว่าจะได้ทานใช้เวลานาน ต้องดูแล แต่หากเราได้มาเรียนรู้การปลูกผักสวนครัวไว้บริโภคในครัวเรือนแล้วหละก็คุณจะสนุกกับการปลูกผัก และยังเป็นกิจกรรมในครอบครัวได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยลดภาวะโลกร้อนไปในตัวด้วย งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะคะ
สิ่งแรกที่เราจะต้องคำนึงถึงคือ พื้นที่ในการเพาะปลูก บางคนที่มีบ้านอยู่ชานเมืองหรือชนบทก็คงไม่มีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ แต่สำหรับคนที่อยู่ในเมือง คอนโด ซึ่งมีพื้นที่จำกัดหละจะทำยังไง ดังนั้นคนที่ไม่มีพื้นที่ปลูกผักเราก็ทำแปลงปลูกเองก็ได้ค่ะ เราอาจจะปลูกในกระถางต้นไม้ ดาดฟ้าที่บ้าน ทำเป็นบ่อเล็กๆ หรือภาชนะอื่นๆที่ใช้แทนกระถางปลูกได้ หากอยากจะประหยัดเงินหน่อย
จากพื้นที่การเพาะปลูกแล้วเราต้องมาดูทิศทางของแสงด้วย เพราะผักต้องการแสงแดดในการเจริญเติบโต พื้นที่ที่จะปลูกผักหรือแปลงผักควรจะวางอยู่ในแนวทิศเหนือใต้ เพื่อให้แปลงผักของเราได้รับแสงแดดตลอดวัน หากสถานที่ไม่เอื้ออำนวยอย่างน้อยก็ควรจะได้รับแสงแดดครึ่งวัน หากใครปลูกผักบนดาดฟ้าบ้านอาจจะได้รับแสงแดดทั้งวันรุนแรง ถ้าจะให้ดีควรจะมีตาข่ายพรางแสงบ้างเพื่อลดความร้อนของแสงแดดไม่ให้ร้อนจนเกินไป สำหรับใครที่ปลูกในภาชนะเราก็สามารถขยับภาชนะไปยังที่ที่มีแสงแดดเพียงพอต่อการเจริญเติบโตได้ตามความต้องการ
เมื่อเรามีปัจจัยพื้นที่ในการเพาะปลูก ทิศทางของแสง แล้วจากนั้นเราก็มาดูขนาดและจำนวนแปลงที่เราจะปลูกกัน บางคนต้องการปลูกผักแบบลงดินสำหรับครัวเรือนก็ควรมีแปลงผักกว้างไม่เกิน 1 เมตร ยาว ตามพื้นที่ของแต่ละคน หรือขนาดมาตรฐานคือ ยาว 4 เมตร และควรยกแปลงให้สูงจากพื้น 30-50 เซนติเมตร เพื่อช่วยในการระบายน้ำและอากาศ สำหรับ 1 ครอบครัว ก็ควรจะมีแปลงผักซัก 3 แปลง มี 2 แปลง สำหรับผักกินใบ หรือกินหัว และอีก 1 แปลงอาจจะเป็นผักกินผลหรือที่ต้องเลื้อยขึ้นค้าง
ก่อนที่เราจะทำการปลูกผัก เราต้องมารู้จักเมล็ดพันธุ์ผักกันก่อนนะคะ เมล็ดพันธุ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน กับ เมล็ดพันธุ์ผักทางการค้า ซึ่งเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน เป็นพันธุ์ที่มีการใช้งานและเก็บรักษากันมานานเป็นพันธุ์ที่ให้ผลดีที่สุดในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ปัจจุบันเราจะพบเมล็ดพันทางการค้ามากกว่าเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เพราะการเกษตรในบ้านเราเปลี่ยนแปลงไปในทางการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายมากขึ้น ซึ่งเมล็ดพันทางการค้าก็ยังแบ่งได้เป็นอีก 2 ชนิด คือเมล็ดพันธุ์ผสมเปิด หรือที่ข้างซองเขียนตัวย่อว่า OP ย่อมาจาก Open-Pollinated เป็นพันธุ์ที่เก็บเมล็ดมาใช้ปลูกต่อได้ในฤดูกาลถัดไปโดยจะให้ผลผลิตเหมือนเดิม และเมล็ดพันธุ์ลูกผสม หรือที่มีรหัสว่า F1 หมายถึง ลูกผสมรุ่นที่ 1 เป็นพันธุ์ที่พัฒนาให้เหมาะสมทางการค้า แต่สายพันธุ์ยังไม่นิ่งจึงไม่สามารถเก็บเมล็ดมาใช้ปลูกต่อในฤดูถัดไปได้เพราะจะได้ผลผลิตไม่ตรงลักษณะตามที่ต้องการ
วิธีการเลือกซื้อ หรือใช้เมล็ดพันธุ์
1.เราควรตรวจดูวันผลิต/วันหมดอายุ
2.เปอร์เซ็นความงอกสูงกว่า 70% ขึ้นไป
3.ไม่ซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ตากแดดทั้งวัน
4.เมื่อเปิดซองแล้วควรใช้ให้หมดหากใช้ไม่หมดควรปิดซองให้สนิทใส่ตู้เย็นไว้เพื่อรักษาคุณภาพไว้

เราแนะนำเมล็ดพันธุ์ยี่ห้อนี้นะคะถ้าหากเลือกได้ ทางเราไม่ได้มีส่วนได้เสียกับผลิตภัณฑ์นะคะเพียงแต่เห็นว่าเรานำมาปลูกแล้วเปอร์เซนการงอกดี และได้ผลผลิตดีค่ะ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น